รู้สึกได้เป็น: แข็ง อ่อน หยาบ ละเอียด ค้ำรองรับ
ในกาย: ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และอวัยวะภายใน
ภาวนาเสมอด้วยแผ่นดิน: คนทิ้งของสะอาดหรือสกปรกลงบนดิน ดินก็ไม่รังเกียจ ใจที่เป็นแบบนี้ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ
สิ่งที่เราเรียกว่า “ฉัน” ดูเหมือนก้อนเดียวที่แข็งแรง แต่เมื่อแยกดูจะเห็นว่าประกอบด้วยส่วนย่อยที่เปลี่ยนตลอด กายแยกได้เป็นธาตุ 4 ส่วนกายกับใจรวมกันแยกได้เป็นขันธ์ 5 การเห็นแบบนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตหายไป แต่ทำให้ความยึดว่า “เรา ของเรา” คลายลง ซึ่งคือรากของทุกข์ในอริยสัจข้อ 1 ที่ว่า “โดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์”
ใช้ความคิดเท่าที่จำเป็นเพื่อชี้ แล้ว “ดู” ให้เห็นกับกายใจจริง ไม่ใช่การท่องหรือคิดวิเคราะห์ยาวๆ ตามวิสุทธิมรรค การกำหนดธาตุ 4 ให้ผลถึงอุปจารสมาธิ (เทียบขั้น 6) จึงเดินคู่กับอานาปานสติได้ดี
มหาสติปัฏฐานสูตรเปรียบว่า คนฆ่าโคที่ชำนาญ เมื่อชำแหละโคแล้วแบ่งเป็นส่วนๆ วางไว้ที่ทางสี่แยก ย่อมไม่เห็นเป็น “โค” อีกต่อไป เห็นเป็นแค่ชิ้นเนื้อ ผู้ฝึกก็พิจารณากายนี้ว่ามีแค่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม แบบเดียวกัน
รู้สึกได้เป็น: แข็ง อ่อน หยาบ ละเอียด ค้ำรองรับ
ในกาย: ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และอวัยวะภายใน
ภาวนาเสมอด้วยแผ่นดิน: คนทิ้งของสะอาดหรือสกปรกลงบนดิน ดินก็ไม่รังเกียจ ใจที่เป็นแบบนี้ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ
รู้สึกได้เป็น: ไหล ซึม เกาะกุม ยึดให้รวมกัน
ในกาย: ดี เสลด เลือด เหงื่อ น้ำตา น้ำลาย น้ำมูก ปัสสาวะ
ภาวนาเสมอด้วยน้ำ: น้ำล้างได้ทั้งของสะอาดและสกปรกโดยไม่รังเกียจ
รู้สึกได้เป็น: ร้อน เย็น อบอุ่น
ในกาย: ไออุ่นในกาย ไฟย่อยอาหาร ไฟที่ทำให้ทรุดโทรม ไฟที่ทำให้เร่าร้อน
ภาวนาเสมอด้วยไฟ: ไฟเผาได้ทั้งของสะอาดและสกปรกโดยไม่รังเกียจ
รู้สึกได้เป็น: เคลื่อนไหว ตึง ดัน ค้ำจุน
ในกาย: ลมหายใจเข้าออก ลมในท้อง ลมในลำไส้ และการเคลื่อนไหวของแขนขา
ภาวนาเสมอด้วยลม: ลมพัดผ่านทั้งของสะอาดและสกปรกโดยไม่รังเกียจ
บางพระสูตรเพิ่มอากาศธาตุ (ช่องว่างในกาย เช่น ช่องหู ช่องจมูก) และวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้) รวมเป็นธาตุ 6
แบ่งหมวดตามธาตุที่เด่นที่สุดในเรื่องนั้น แต่ทุกเรื่องมีครบทั้ง 4 ธาตุเสมอ จุดสีหน้าชื่อเรื่องบอกธาตุเด่น แตะเรื่องไหน หน้าจะเลื่อนลงไปที่เรื่องนั้นให้เอง
กระดูกและกล้ามเนื้อที่แข็งตึง น้ำหนักที่กดลงบนเก้าอี้
เลือดไหลเวียนน้อยลงตรงจุดที่ถูกกด
ความร้อนที่สะสมตรงจุดปวด
ความตึง ความดัน และแรงที่ค้ำร่างกายให้ตั้งอยู่
ความปวดคือธาตุที่เสียสมดุลชั่วคราว ไม่ใช่ “เราปวด” แต่ “มีความตึงและความร้อนเกิดตรงนี้” ใจจะถอยออกมาดูได้
ใช้ตอนปวดขาระหว่างนั่ง แยกความปวดเป็นความแข็ง ร้อน ตึง แล้วดูมันเปลี่ยน แทนการต่อต้านทั้งก้อน
เวทนานุปัสสนา · ลูกศรดอกที่สอง (สัลลัตถสูตร) · พยาบาทต่อความปวด
ทายธาตุจาก 51 สถานการณ์อ่านเรื่องแล้วทายว่าธาตุไหนเด่น หรือข้อความนี้คือธาตุอะไร
ขันธ์แปลว่ากอง ชีวิตที่เราเรียกว่า “ฉัน” แยกได้เป็นกายหนึ่งกอง (รูป) และใจสี่กอง (นาม) แต่ละกองมีอุปมาจากเผณปิณฑูปมสูตร ช่วยให้เห็นว่าไม่มีแก่นสารให้ยึด
กาย และสิ่งที่รับรู้ได้ทางประสาทสัมผัส ทั้งสี เสียง กลิ่น รส และสิ่งที่กระทบกาย
เช่น ร่างกาย เสียงแตร กลิ่นกาแฟ
อุปมา: ก้อนฟองที่ลอยมาตามแม่น้ำ · ดูเป็นก้อน แต่พอจับก็แตก ไม่มีแก่นสาร
ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ที่เกิดทุกครั้งที่รับรู้
เช่น สบายตอนได้กลิ่นหอม ไม่สบายตอนได้ยินเสียงดัง
อุปมา: ต่อมน้ำตอนฝนตก · เกิดขึ้นแล้วแตกไปในพริบตา
ความจำได้ หมายรู้ ตั้งชื่อ และตีความ
เช่น จำได้ว่าเป็นเสียงหัวหน้า จำได้ว่าเป็นรสที่ชอบ
อุปมา: พยับแดด · ดูเหมือนมีน้ำอยู่ข้างหน้า แต่เข้าใกล้แล้วไม่มี
การปรุงแต่งของใจ เจตนา ความคิด และอารมณ์ต่างๆ เช่น อยาก โกรธ กังวล เมตตา
เช่น คิดจะตอบโต้ วางแผน กังวลล่วงหน้า
อุปมา: ต้นกล้วย · ลอกกาบออกทีละชั้นจนหมด ก็ไม่พบแก่น
การรู้แจ้งอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (ไม่ใช่วิญญาณที่ล่องลอยแบบภาษาพูด)
เช่น เห็น ได้ยิน รู้ว่ามีความคิดผุดขึ้น
อุปมา: มายากล · ดูเหมือนมีผู้รู้คนเดียวที่คงที่ แต่เป็นการเกิดดับต่อเนื่องที่หลอกตา
ใช้ถามกับขันธ์ใดก็ได้ที่กำลังเด่นอยู่ เช่น ความปวด ความคิด ความสุขในสมาธิ
สิ่งนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง
ไม่เที่ยง (อนิจจัง)
สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นสุขหรือเป็นทุกข์
เป็นทุกข์ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง)
สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะเห็นว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา”
ไม่ควร (อนัตตา)
พระสูตรสรุปว่า เมื่อเห็นขันธ์ 5 ตามจริงอย่างนี้ ใจจะเบื่อหน่าย คลายความยึด และหลุดพ้น
เรียงตามลำดับที่เกิดจริงตามมธุปิณฑิกสูตร: สิ่งกระทบกับอายตนะ (รูป) เกิดการรู้ (วิญญาณ) แล้วเกิดเวทนา สัญญา และการปรุงแต่ง (สังขาร) ซึ่งต่างจากลำดับในตำรา
แบ่งหมวดตามทวาร 6 คือช่องทางที่สิ่งต่างๆ เข้ามากระทบ: ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จุดสีหน้าชื่อเรื่องบอกเวทนาที่เกิด แตะเรื่องไหน หน้าจะเลื่อนลงไปที่เรื่องนั้นให้เอง
ทวารที่สิ่งนี้เข้ามากระทบ
ตัวอักษรบนจอ และตา
เห็น (จักขุวิญญาณ)
ไม่สบาย (ทุกขเวทนา)
จำได้ว่าเป็นคำติ จำได้ว่าคนนี้เคยติแบบนี้
คิดว่าเขาไม่ชอบเรา อยากตอบโต้
ข้อความเดียวกัน ถ้าสัญญาต่างกัน สังขารก็ต่างกัน “เขาไม่ชอบเรา” เป็นสิ่งที่ใจปรุงขึ้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
เวลาคิดวนเรื่องคำติระหว่างนั่ง ให้รู้ว่ากำลังอยู่ในขั้นสังขาร แล้วถอยกลับมาที่กายและลม
พยาบาท · มธุปิณฑิกสูตร: ความคิดที่แตกแขนงไม่สิ้นสุด (ปปัญจะ)
ทายขันธ์จาก 51 สถานการณ์ข้อความนี้คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ และเรื่องนี้เข้ามาทางทวารไหน